หมู่บ้านฮิดากะและเมืองนิโยโดกาวะ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
นิโยโดะที่มีความใสจนเป็นที่รู้จักในชื่อ“นิโยโดะบลู”มีความผูกพันกับการปลูกชามาอย่างยาวนาน
ด้วยดินที่ระบายน้ำได้ดี แสงแดดที่เพียงพอ และสายหมอกยามเช้าอันเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้การปลูกต้นชาในบริเวณบ้านของผู้คนในท้องถิ่นเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป
เงื่อนไขเหล่านี้เองที่สร้างสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการผลิตชาโทสะ
ไร่ชามิริยามะในหมู่บ้านฮิดากะ เริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 จากการรวมตัวของเกษตรกรท้องถิ่นที่มีความฝันอยากสร้างสรรค์ชาที่พิเศษ พวกเขาร่วมกันบุกเบิกผืนดินด้วยตนเอง และพัฒนาไร่ชาขนาดประมาณ 20 เฮกตาร์ขึ้นมา
เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 นอกจากการปลูกใบชาแล้ว พวกเขายังเริ่มดำเนินการแปรรูปและจัดจำหน่ายด้วยตนเอง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์ชาโทสะในจังหวัดโคจิ
ในปัจจุบัน ยังมีโปรแกรมประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมชาอย่างใกล้ชิด เช่น การคั่วโฮจิฉะด้วยตนเองโดยใช้ภาชนะคั่วแบบดั้งเดิม และการทำกระป๋องชาแบบเฉพาะตัว เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างชาและผืนดินแห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ในพื้นที่ต้นน้ำของเมืองนิโยโดกาวะ เกษตรกรผู้ปลูกชายังเปิดคาเฟ่และร้านอาหาร เพื่อมอบสถานที่ที่ผู้มาเยือนสามารถเพลิดเพลินกับชาโทสะผ่านอาหารและเครื่องดื่ม ท่ามกลางแหล่งผลิตชาโดยแท้จริง
จังหวัดโคจิเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยภูเขาและแม่น้ำ โดยเฉพาะเมืองสึโนะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของ
แม่น้ำชิมันโตะถือเป็นแหล่งผลิตชาโทสะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น
ปัจจุบันยังคงมีเกษตรกรชาประมาณ 17 ครัวเรือน ที่สืบสานทั้งการปลูกและการแปรรูปชา โดยทำการเพาะปลูกบนพื้นที่ลาดชันของภูเขาและที่ราบสูง
ในบางพื้นที่ที่มีความสูงถึงประมาณ 600 เมตร ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดหมอก ได้สร้างสรรค์รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และลุ่มลึกให้กับชาของที่นี่
ที่เมืองสึโนะ การผลิตชาดำเนินไปอย่างพิถีพิถัน โดยอาศัยประโยชน์จากธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้
นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่นำสายพันธุ์“ยาบุกิตะ”ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของเซนฉะ มาผลิตเป็นชาดำสไตล์ญี่ปุ่น รวมถึงเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์โดยไม่ใช้สารเคมีใด ๆ เลยนับตั้งแต่เริ่มบุกเบิกพื้นที่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ใบชามีลักษณะและรสชาติแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว
ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกของปี ซึ่งเก็บในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม มีคุณภาพสูงที่สุด และมีลักษณะเด่นคือรสชาติที่เข้มข้นและความหวานตามธรรมชาติ
ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งที่สอง ซึ่งเก็บในช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม มีรสชาติที่เบาและสดชื่นมากขึ้น พร้อมทั้งมีความฝาดเล็กน้อย